Responsive คืออะไร

Responsive คืออะไร มีข้อดียังไง

Responsive คืออะไร มีข้อดียังไง

หน้าเว็บ Responsive

Responsive คืออะไร มีข้อดียังไง

มาถึงยุคปัจจุบันการซื้อขายสินค้ามีความเจริญก้าวหน้าตามเทคโนโลยีเป็นอย่างมาก สมัยก่อนนั้นใครมีหน้าร้านที่มีทำเลทองมีผู้คนเดินผ่านถือว่าเป็นความโชคดีส่วนใครที่หน้าร้านอยู่ในหลืบในซอย วันนึงแทบจะไม่มียุงบินผ่านก็ถือว่าเป็นความโชคร้ายทีได้ทำเลหน้าร้านมีฮวงจุ้ยที่ไม่ดีอยู่ในสถานที่ที่อโคจร ไม่ว่าจะขายสินค้าอะไร หรือสินค้าดีขนาดไหนก็ไม่มีคนอยากเดินเข้ามาซื้อ แต่พอมาเทียบกับยุคปัจจุบันแล้วการมีหน้าร้านไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นอีกต่อไป ไม่ได้หมายความว่าคนที่มีหน้าร้านอยู่ในทำเลมังกรจะทำมาค้าขายดีเสมอไป เพราะตั้งแต่มีเทคโนโลยีการสื่อสารโดยใช้อินเตอร์เน็ตเข้ามากับชีวิตประจำวันของเรานั้นทำให้คนทุกๆคนสามารถทำมาค้าขายและเป็นเจ้าของกิจการกันได้ง่ายๆ โดยแค่มีมือถือที่มีแพคเกจใช้งานอินเตอร์เน็ตของผู้ให้บริการต่างๆ เจ้าใดเจ้าหนึ่ง และมีมีหน้าร้านเป็นเพจหรือเว็บไซต์ที่เราตั้งชื่อขึ้นมาเอง ใช้เวลาเพียงไม่ถึงชั่วโมงก็สามารถที่จะลงขายสินค้าที่เรามีอยู่อย่างง่ายดาย แต่เท่านั้นคงยังไม่เพียงพอเพราะอะไรที่ได้มาโดยง่ายดายก็มักจะไม่สมบูรณ์แบบจิงอยู่ว่าเราสามารถวางขายสินค้าภายในเว็บของเราได้อย่างง่ายแต่ถ้าเราไม่ปรับเว็บของเราให้เข้ากับความก้าวหน้าตามยุคสมัยก็มีโอกาสโดนร้านค้ารายอื่นแย่งลูกค้าไปโดยง่ายดายได้เช่นเดียวกัน การปรับเว็บที่กล่าวถึงนั้นก็คือการปรับเว็บไซต์ในรูปแบบ Responsive

รูปแบบของ-Responsive

รูปแบบของ Responsive

เว็บไซต์ที่เป็น Responsive คือเว็บที่รองรับในการเข้าดูจากมือถือโดยเว็บจะปรับเป็นรูปแบบให้เหมาะสมกับมือถือรุ่นต่างๆโดยอัตโนมัติ ทำให้คนที่เข้าไปดูเว็บไซต์ของเรารู้สึกถึงความน่าใช้มากกว่าเว็บที่เป็นรูปแบบธรรมดา ขอดีของเว็บไซต์ที่เป็น Responsive อีกข้อคือ Google จะให้คะแนนเว็บไซต์ที่รองรับการทำงานของมือถือมากกว่าเว็บไซต์ที่ไม่ได้รองรับ ซึ่งในอนาคตกรณีถ้าเราต้องการทำเว็บไซต์ให้ติดอันดับการค้นหาด้วยการทำ SEO ก็จะทำให้ขึ้นอันดับได้ง่ายกว่า ตัวอย่างโปรแกรมที่ใช้เขียนเว็บที่เป็นresponsiveได้แก่ CMS อย่าง WordPress นอกจากเว็บที่ใช้งานโปรแกรม WordPress ในการเขียนนั่นจะรองรับ Mobile Responsiveแล้ว ตัวโปรแกรมยังมีthemeที่สวยงามและpluginไว้ลงเสริมระบบเพิ่มเติมต่างๆให้เลือกใช้งานอีกมากมาย ไม่ว่าร้านค้าเราต้องการระบบการซื้อขายแบบไหน WordPress ก็สามารถทำออกมาได้อย่างโดดเด่นไม่แพ้ CMS อื่นๆเลยทีเดียว

สำหรับคนที่ยังใช้งานเว็บไซต์ในรูปแบบเดิมๆ ในอนาคต Google จะมีการปรับแลกอลิทึมใหม่เรื่อยๆ อาจทำให้มีผลกับจำนวนผู้เข้าชมเว็บและยอดขายสินค้า วิธีแก้คือทำให้เว็บไซต์ของเราเป็นระบบ Responsive ซะก่อนที่ลูกค้าเราจะตัดสินใจไปซื้อร้านอื่นซะก่อน

ปัจจัยหลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

การทำ SEO : ปัจจัยหลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

ปัจจัยหลักการทำ SEO ให้ติดหน้าแรก Google

เมื่อเรามีร้านค้าหน้าร้านหรือเว็บไซต์ที่ขายสินค้าแล้วในช่วงเวลานี้คงไม่พอสำหรับการที่จะแสดงตัวตันให้เป็นที่รู้จักเพื่อที่จะเข้าถึงลูกค้าได้มากขึ้นเพราะเนื่องจากแพลตฟรอมอย่าง Facebook หรือ IG ที่เราใช้ขายของกันอยู่เป็นประจำมีการปรับเงื่อนไขต่างๆมากขึ้น ทำให้เราขายสินค้าได้ยากมากยิ่งขึ้น เพราะฉะนั้นอีกสิ่งหนึ่งที่จำเป็นต้องมีเลยก็คือเว็บไซต์ ซึ่งเปรียบเสมือนหน้าร้านของเราเวลาที่ลูกค้าเดินเข้ามาแล้วจะประทับใจหรือไม่ประทับใจขึ้นอยู่กับว่าร้านของเราน่าเข้าและมีสิ่งที่ลูกค้าต้องการหรือไม่ ถ้าลูกค้าสามารถค้นหาสินค้าที่ต้องการได้อย่างง่ายดายแล้ว ก็เท่ากับว่าเรามีโอกาสที่จะเพิ่มยอดขายในการขายสินค้าได้มากขึ้น การทำให้เว็บไซต์เราติดอันดับในการค้นหาเป็นลำดับแรกๆของ Saerch Engine ต้องอาศัยการทำ seo โดยที่ผู้ให้บริการรับทำ seo นั้นจะมีประสบการณ์และคิดราคาในการรับทำต่างกัน ซึ่งก็แล้วแต่ keyword นั้นด้วยยิ่งถ้ามีการแข่งขันกันในตลาดสูงราคาในการรับทำก็ยิ่งแพงมากขึ้น เพราะต้องไปแข่งขันกับร้านค้าอื่นๆที่มีอันดับดีมาอยู่แล้ว

สิ่งสำคัญที่ผู้ให้บริการรับทำ seo ปรับเพื่อให้ได้อันดับที่ดีมีปัจจัยในเรื่องของ

on-page-seo

การทำ On-Page เพื่อทำให้อันดับติดหน้าแรก Google

On-Page หรือปัจจัยที่เกิดจากหน้าเว็บไซต์เปรียบเสมือนบ้านของเราที่เปิดให้แขกเข้ามาเยี่ยมชมถ้าแขกพอใจเราก็จะได้คะแนนจากความประทับใจนั้นไปซึ่งแขกที่ว่านั้นก็คือ Google สิ่งที่มีส่วนเกี่ยวข้องในเรื่องของ (On-Page) เช่น title tag การตั้งชื่อ Domain, การตั้งชื่อไฟล์ของรูปภาพตั้งเป็น Keyword ที่ต้องการ, การเน้นหนักที่คำ, ตัวเอียง ตัวขีดเส้นใต้ ล้วนแล้วแต่เป็นปัจจัยที่มีผลต่อคะแนนทั้งสิ้น
บทความอย่างละเอียด : On-Page SEO คืออะไร ?

off-page-seo

การทำ Off-Page เพื่อทำให้อันดับติดหน้าแรก Google

ต่อมาคือเรื่องของ Off -Page หรือปัจจัยที่เกิดจากภายนอก ที่ต้องอาศัย Backlink กลับมายังเว็บไซต์ของเราเพื่อช่วยให้เว็บของเราได้คะแนนมากยิ่งขึ้น ซึ่งการที่ผู้อื่นจะทำ Backlink กลับมาหาเราได้นั้น เว็บเราควรที่จะมีข้อมูล Content ที่น่าสนใจและตรงกับกลุ่มเป้าหมาย หรือแจจะเป็นการฝากลิ้งค์ไว้กับเว็บต่างๆที่มีความเกี่ยวข้องกันกับธุรกิจของเราก็ได้เหมือนกัน
บทความอย่างละเอียด : Off-page SEO คืออะไร ?

หน้าเว็บ Responsive

ตัวอย่างหน้าเว็บแบบ Responsive

ปัจจัยอื่นๆที่มีผลต่ออันดับทำให้ติด seo เช่น การปรับเว็บไซต์ของเราให้เป็น Responsive ในสมัยนี้คนส่วนใหญ่จะใช้มือถือหรือแท็บเล็ตในการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตเพื่อทำการซื้อขายหรือค้นหาสินค้าและบริการจึงทำให้เว็บที่รองรับได้คะแนนจาก Google ตรงนี้ไปมากกว่า

ค่าบริการรับทำ seo นั้นเราควรมองในเรื่องของประสบการณ์และผลงานของผู้ให้บริการนั้น ว่าเคยทำเว็บใดติดอันดับไหนมมาแล้วบ้าง ไม่ควรเลือกเพียงแค่เพราะมีราคาถูกเพียงอย่างเดียว เพราะบางทีราคาอาจจะถูกแต่สุดท้ายแล้วเว็บเราไม่ขึ้นอันดับหรือไม่ๆผลตามที่เราต้องการเลยก็มี

การทำ SEO : On-Page SEO คืออะไร ?

การทำ SEO : On-Page SEO คืออะไร ?

เมื่อเรารู้จักการทำ seo ในเบื้องต้นแล้วจากบทที่กล่าวมา ทีนี้ก็มาดูสิ่งที่เกี่ยวเนื่องกันก็คือการปรับแต่ง ปัจจัยภายใน(on page) และปัจจัยภายนอก(off page) เพื่อให้เว็บไซด์ของเราติดอันดับที่ดีมากขึ้น ก่อนอื่นเรามาทำความเข้าใจกันก่อนว่า on-page คืออะไร?

on-page เรียกตามตรงก็คือหน้าเพจของเรา สมมุติว่า google เป็นแขกที่เข้ามาเยี่ยมในหน้าเพจของเราทำยังไงให้ google เข้ามาแล้วเข้าใจว่าส่วนไหนคืออะไร

  • ชื่อหัวเรื่องของหน้าเว็บ (title tag) เป็นสิ่งที่สำคัญลำดับต้นๆ ควรจะใส่ให้มีคีย์เวิร์ดที่กระชับ ได้ใจความ
  • ชื่อโดเมน (url & domain name) เมื่อเราเข้าไปใน google ใส่คำค้นหาก็จะเห็นเว็บไซต์ต่างๆตามชื่อโดเมนที่ตั้งไว้ใกล้เคียงกันปรากฎขึ้นมาด้วย ฉะนั้นควรใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปจะช่วยทำอันดับได้ง่ายขึ้น
  • หัวข้อหลักและหัวข้อลองลงมา (H1 H2 H3) แนะนำว่าควรใส่ให้หมด และเป็นจุดที่ควรใส่คีเวิร์ดไว้ด้วย
  • ตัวหนา(b) ตัวขีดเส้นใต้(u) ตัวเอียง(i) ทำให้ google สามารถรู้ได้ว่าเราเน้นคำไหนอยู่
  • ชื่อของรูปภาพ (Image alt) ใส่คีย์เวิร์ดเข้าไปในชื่อรูปภาพก็เป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้อันดับดีขึ้นได้
  • (total word in page) จำนวนคำทั้งหมดในหน้า google เป็นเว็บไซด์ที่ต้องการข้อมูลฉะนั้นการที่มีข้อมูเยอะและยิ่งตรงกับสาระภายในเว็บของเราด้วยยิ่งดี
  • (duplicate content) ควรดูว่ามีบทความที่ซ้ำกันมากเกินไปรึเปล่า ถ้าซ้ำกันมากเกินไปหลายๆหน้ามีผลต่อการขึ้นอันดับยากด้วยเช่นกัน
  • (Outbound link และ inbound link) ลิ้งก์ออกและลิ้งก์เข้า เว็บของเราควรต้องมีทั้งสองส่วนประกอบด้วย google จะมองว่าเป็นเว็บที่มีคุณภาพ น่าเชื่อถือ

ปัจจัยข้ออื่นๆ ที่มีผลต่อการทำ seo on page

  • (responsive) ส่วนใหญ่แล้ว traffic ที่เกิดขึ้นล้วนมาจากปัจจุบันมีคนที่เข้าใช้งานอินเตอร์เน็ตเยี่ยมชมเว็บไซต์จากมือถือเป็นจำนวนมากและมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ google ให้ความสำคัญกับ user experience เป็นอย่างมาก
  • ความเร็วของหน้าเว็บ (page speed score) มีผลต่อการจัดอันดับในการค้นหาด้วยเช่นกัน ซึ่ง google ให้คะแนนการโหลดเว็บไซต์อยู่ที่ 100 คะแนน สามารถเช็คได้จาก google page speed test

สำหรับ on page เปรียบเสมือนหน้าบ้านของเรา ถ้าเราทำหน้าบ้านของเราให้ดีสะดวกสบายเวลามีคนเข้ามาเยี่ยมก็จะรู้สึกดีอยากที่จะมาบ้านของเราอยู่บ่อยๆ เพจของเราก็เช่นกันถ้ามีการปรับแต่งให้ถูกต้องมีเนื้อหาสาระที่ครบถ้วนตามหลัก seo นอกจากจะทำให้ติดอันดับที่ดีได้ง่ายๆแล้วก็จะมีคนเข้ามาเยี่ยมชมอย่างไม่ขาดสายเลยทีเดียว ส่วนในบทหน้าเรามาดูเรื่องของ off page กันบ้างครับ

Off-page SEO คืออะไร ?

การทำ SEO : Off-page SEO คืออะไร ?

ในบทที่แล้วเราได้กล่าวถึงการทำ seo On-page ไปแล้วว่าในเบื้องต้นนั้นการปรับหน้าบ้านของเราให้ google ซึ่งเป็นแขกผู้มาเยือนบ้านของเราเข้ามาแล้วได้ทำความรู้จักว่าส่วนไหนเป็นส่วนไหน และมีอะไรที่ทำคะแนนได้บ้าง ต่อไปเรามาดูเรื่องของ off page กันบ้างว่ามีส่วนไหนที่เป็นจุดที่สำคัญ ทำยังไงจะให้นอกเว็บไซต์ของเรา พูดถึงเรา

Off page คือปัจจัยภายนอกที่ทำให้เว็บเราติดอันดับ search engine ซึ่งก็มีหลากหลายวิธีทั้งตามหลักและไม่ค่อยถูกหลักแต่ได้ผลดีก็มี วิธีง่ายๆก็คือไปตาม ฟอรั่มหรือเว็บบอร์ดต่างๆที่เกี่ยวข้องกับเว็บไซต์ธุรกิจของเรา ลองค้นหาดูในหน้าแรกๆว่ามีเว็บไหนที่เราสามารถเข้าไปโพสหรือเข้าไปฝากลิ้งก์ไว้ได้บ้าง วิธีการ ลองดูเว็บที่ติดอันดับแรกๆก็ได้ ยกตัวอย่างเช่น พันทิพย์ เมื่อเข้าไปดูในหัวข้อต่างๆตามคีย์เวิร์ดของเราก็จะมีเว็บที่เกี่ยวข้องเข้ามาโพสฝากลิ้งก์ กันมากมาย เราก็สามารถเข้าไปโพสหรือฝากลิ้งก์ไว้ได้เช่นเดียวกัน

ในส่วนของ backlink สามารถแบ่งได้ออกเป็น 2 ประเภท

  1. dofollow เว็บอื่นๆดูดถึงเว็บเราในบทความของเขา โดยส่วนมากแล้วเว็บไซต์ของเราจะเป็นเว็บไซต์ที่ตรงตามเนื้อหากับที่เค้าต้องการเราก็จะได้ link กลับมาด้วย
  2. nofollow คือเว็บๆนั้นไม่ได้ส่งผลประโยชน์จาก seo มาให้เว็บเรา แต่ก็มีประโยชน์ที่ทำให้ผู้อื่นเห็นคอนเท้นต์ของเรามากขึ้น

 

สิ่งที่ควรหลีกเลี่ยงในการทำ backlink

  • ติด footer link /blogroll link ในเว็บที่ไม่เกี่ยวข้องกับเนื้อหาสาระของเรา การกระทำดังกล่าวอาจทำให้ตกอันดับได้
  • การโพสข้อความเดิมซ้ำไปซ้ำมาเยอะๆ เพื่อทำ spam link
  • การ submit link กับเว็บไซต์ที่ไม่เกี่ยวของ

 

สิ่งที่สำคัญในการทำ off page seo

  • คอนเท้น การสร้างคอนเท้นที่มีคุณภาพตรงตามกลุ่มเป้าหมายเป็นสิ่งสำคัญลำดับแรกๆ ทำให้เราต่อยอดในการทำอย่างอื่นได้ง่ายขึ้น
  • การทำ on page ที่ดีทำให้ google หาเราเจอ และเมื่อ google หาเราเจอแล้วสิ่งต่อไปที่เราจะทำก็คือการให้ google มองว่าเว็บไซต์ของเรามีคุณภาพด้วยการทำ off page
  • อินโฟกราฟฟิก (การนำข้อมูลต่างๆมาทำเป็นรูปภาพ) นอกจากจะทำให้ข้อมูลของเราดูน่าสนใจมากขึ้นแล้ว เราสามารถแฝงคำหรือข้อมูลที่ทำให้คนอยากแชร์ข้อมูลของเราและส่ง backlink กลับมาหาเว็บไซต์ของเราได้ด้วย

การทำ seo ทั้ง on-page และ off -page ต้องอาศัยความเชี่ยวชาญและเทคนิคของแต่ละคน ซึ่งประสบการณ์ความเก๋าของแต่ละคนนั้นไม่เหมือนกันต้องอาศัยระยะเวลาจึงจะเห็นผล ซึ่งก็ควรศึกษาหาความรู้ตามกลุ่มต่างๆ จะเป็นประโยชน์ทำให้เราสามารถเรียนรู้ได้เร็วยิ่งขึ้น

หัวใจสำคัญ ของการทำ Search Engine Marketing

จากประสบการณ์ที่ผ่านมานั้น ผมมองว่า “หัวใจ” สำคัญของการทำการตลาดผ่าน Search Engine ที่สำคัญมากที่สุดเลยก็คือ “Keywords” หรือคำค้นหา คือต่อให้เรามีสินค้าและบริการที่ดีพร้อม แต่เราไม่สามารถติดอันดับใน คำค้นหา ที่เกี่ยวข้องกับธุรกิจ หรือสิ่งที่นำเสนอได้ โอกาสที่ประสบความสำเร็จย่อมน้อยลงตามไปเหมือนกัน

Keyword word on wooden cubes background, SEO concept

ดังนั้นเราต้องทำความเข้าใจก่อนว่า “Keywords” ที่เราใช้ในการทำการตลาดนั้นเป็นยังไง

Search Engine Marketing (SEM) คืออะไร?

วันนี้ทาง ndRankSEO จะมาแนะนำและทำความเข้าใจเกี่ยวกับ Search Engine Marketing ( SEM ) ว่าคืออะไร มันก็คือการตลาดผ่านเครื่องมือค้นหา Search Engine นั่นเอง ซึ่งหลาย ๆ คนอาจจะรู้จัก Bing, Yahoo, Baidu แต่ผมคิดว่า สิ่งที่ทุกคนคุ้นเคย และรู้จักกันดีที่สุดน่าจะเป็น Google

ณ บทความนี้ผมขออนุญาตเน้นไปที่ Google โดยตรงเลย เพราะว่าเป็นที่นิยมมากที่สุดในประเทศไทย ซึ่งสัดส่วนในการครองตลาดของเครื่องมือ Search Engine ที่ทุกคนใช้นั้น Google มีสัดส่วนมากที่สุด จึงไม่แปลกที่หลาย ๆ คน เลือกที่จะเข้ามาใช้เป็นหนึ่งในเครื่องมือการทำการตลาดออนไลน์

ถามว่าประโยชน์ของการทำการตลาดออนไลน์ ผ่านเครื่องมือนี้ดี และมีประโยชน์อย่างไรนั้น ก่อนอื่นเราต้องมีความเข้าใจในพฤติกรรมคนใช้เครื่องมือเหล่านี้ก่อนว่า เมื่อตนเอง เกิดความรู้สึก ว่าอยากค้นหา หรืออยากรู้เรื่องอะไรเป็นพิเศษ จะต้องพิมพ์ Keyword หรือคำสืบค้น ที่ใช้สำหรับค้นหาในสิ่งที่ตัวเองสนใจ ซึ่งแน่นอนครับ ถ้าไม่ได้รู้สึกว่าสนใจจริง ๆ เขาย่อมไม่ค้นหาแน่นอน

และด้วยเหตุนี้ นอกจาก Search Engine เป็นเครื่องมือสืบค้นข้อมูลและความรู้แล้วนั้น ผู้คนจำนวนมาก ย่อมต้องสืบค้นข้อมูลสินค้าหรือบริการด้วยอย่างแน่นอน เช่น มีคน Searh Keyword ด้วยคำว่า “เช่าชุดราตรี” แน่นอนครับ ว่าการที่คนเราจะ Search หรือค้นหาคีย์เวิร์ดนี้จริง ๆ ย่อมมีความต้องการในระดับหนึ่งอยู่แล้ว แต่กำลังหาข้อมูลจากร้านค้า แบบที่ชอบ เพื่อทำการเปรียบเทียบข้อมูลสำหรับการตัดสินใจซื้ออยู่

และจะดีแค่ไหน ถ้าหากว่าเว็บไซต์ธุรกิจของเรา มีโอกาสขึ้นอันดับ 1-10 ในหน้าแรกของ Search Engine แสดงว่าเรามีโอกาสเข้าถึงลูกค้ามากกว่าคนอื่น ในตลาดเดียวกันอย่างแน่นอน แต่การที่เราจะเอาธุรกิจเว็บไซต์ของเรา ขึ้นใน Keywords หรือคำค้นหาที่เราต้องการได้นั้น เราจะต้องเข้าใจกลไก และลักษณะเฉพาะของการทำการตลาดผ่าน Search Engine ก่อน

โดยปกติแล้วการทำการตลาดตรงนี้จะแบ่งออกเป็น 2 ประเภทใหญ่ ๆ ดังนี้ครับ

  1. Pay Per Click ( PPC ) ก็คือเป็นการโฆษณาโดยผ่านโปรแกรมของทาง Search Engine เอง เช่น Google Adwords, Bing Ads ฯลฯ เป็นต้น ซึ่งตรงส่วนนี้คือการโฆษณาผ่าน Search Engine โดยตรง และมีค่าใช้จ่ายเป็นอัตรา/คลิก เช่นเราเอาเว็บไซต์เราลงโฆษณาคำว่า “กำจัดปลวก” เมื่อมีคนค้นหาคำนี้ และคลิกโฆษณาเว็บไซต์เราที่ปรากฏอยู่ เราจะเสียค่าใช้จ่ายให้กับทาง Google โดยทันที สำหรับราคาต่อคลิกนั้น ขึ้นอยู่กับสภาะการแข่งขันของคีย์เวิร์ดนั้น ๆ รวมถึงคุณภาพของแคมเปญโฆษณาอีกด้วยครับ
  2. Search Engine Optimization ( SEO ) คือการปรับแต่งเพื่อทำให้เว็บไซต์เรานั้น ขึ้นในอันดับต้น ๆ ของผลการค้นหาในฝั่งของ Natural Search Result หรือฝั่งการค้นหาตามปกติ ซึ่งตรงนี้จะมีเทคนิค และวิธีการทำที่แตกต่างกันออกไป แต่ส่วนใหญ่แล้วจะแบ่งย่อย ๆ หลัก ๆ อยู่สองส่วนคือ On-Page Optimization จะเป็นการปรับแต่งเว็บไซต์ให้รองรับกับการดำเนินการจัดทำ SEO ก่อน และส่วนที่สองคือ Off-Page Optimization คือการเพิ่มคะแนนจากปัจจัยภายนอกเช่น Backlink, Social Signal ฯลฯ

แต่ว่าในแต่ละแบบนั้นจะมีข้อดี ข้อเสียแตกต่างกันออกไปครับ แต่อย่างไรก็ตามหากเราสามารถใช้ช่องทาง Search Engine Marketing ได้ถูกต้อง ก็จะสามารถช่วยสร้างฐานลูกค้า และยอดขายให้เราได้ไม่น้อยเลยทีเดียว ถึงแม้ว่า Social Marketing จะมาแรงก็ตามครับ